ScarAndAcne.com

ScarAndAcne.com
รอยแผลเป็นและสิว ทุกเรื่องที่คุณอยากรู้และรีวิวการรักษาด้วยผลิตภัณฑ์ส่วนผสมธรรมชาติ

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ครีมแต้มสิวที่ดีที่สุด 10 ตัว ยุบเร็วทันใจ สิวไหนก็เอาอยู่ !

ครีมแต้มสิวที่ดีที่สุด 10 ตัว ยุบเร็วทันใจ สิวไหนก็เอาอยู่ !


ครีมแต้มสิวที่ดีที่สุด 10 ตัวนี้เลยเด็ดจริง เพราะไม่ว่าจะเป็นสิวอะไรก็จัดการได้อยู่หมัดแน่นอน      
อาการอย่างหนึ่งที่คุณสาว ๆ มักจะเป็นกันประจำเมื่อบนใบหน้าสวย ๆ มีสิวอักเสบผุดขึ้นมาก็คงหนีไม่พ้นกังวลใจ ที่จะรีบตามหาผู้ช่วยตัวเก่งอย่าง “ครีมแต้มสิว” ที่จะช่วยให้สิวบนใบหน้ายุบหายไปเร็ว ๆ เพราะถ้าหากไม่รีบจัดการแล้วละก็ เห็นทีจะต้องเจ็บปวดกับเจ้าสิวตัวปัญหาไปอีกหลายวัน แถมหายดีแล้วก็ยังทิ้งรอยแดงเอาไว้ให้ดูต่างหน้าเสียอีก แต่ถึงกระนั้นแล้วสาว ๆ หลายคนก็อาจจะเคยลองซื้อครีมแต้มสิวมาใช้ก็หลายยี่ห้อแล้วแต่ยังคงไม่ถูกใจเสียที ดังนั้นกระปุกดอทคอมจึงขอเอาใจคุณสาว ๆ ด้วยการรวบรวมครีมแต้มสิวตัวเด็ดที่สาว ๆ ส่วนใหญ่เขาใช้แล้วดีมาบอกต่อกันค่ะ สำหรับใครที่กำลังตามหาครีมแต้มสิวดี ๆ เทพ ๆ มาใช้กันอยู่ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงเลยนะคะ
acne cream ครีมแต้มสิวที่ดีที่สุด2
1. Clinda M         
ครีมแต้มสิวตัวนี้เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งใจดวงใจของสาว ๆ เลยค่ะ เป็นน้ำใส ๆ ที่มีตัวยาช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่หัวสิว ทำให้สิวแห้งและยุบเร็ว สามารถใช้ได้ทั้งสิวที่กำลังอักเสบ และสิวที่เป็นหนองเลยค่ะ แต่ทั้งนี้อาจจะมีกลิ่นค่อนข้างฉุนไปสักหน่อย
acne cream ครีมแต้มสิวที่ดีที่สุด3
2. TOMEI        
เป็นครีมแต้มสิวอักเสบและสิวเป็นหนองที่ได้ผลชะงัดมาก ๆ เพียงแค่แต้มทิ้งไว้แค่คืนเดียวสิวก็จะแห้งและหลุดออกมาได้อย่างง่ายดาย แถมยังจะช่วยลบเลือนรอยแดงที่เกิดจากสิวได้ด้วย เรียกได้ว่าหลอดเดียวจัดการได้ทุกปัญหาเลยค่ะacne cream ครีมแต้มสิวที่ดีที่สุด43. Smooth E Acne Hydro Gel   
ครีมแต้มสิวที่มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ มีลักษณะเป็นเนื้อเจล ทาทิ้งไว้แป๊บเดียวก็แห้งซึมและออกฤทธิ์ได้ทันที สามารถช่วยขจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิวอักเสบและสิวอุดตันได้ดีacne cream ครีมแต้มสิวที่ดีที่สุด54. Benzac AC
ครีมรักษาสิวอักเสบตัวนี้สามารถใช้กับสิวทุกรูปแบบ มีความเข้มข้นสูง ออกฤทธิ์สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิวโดยเฉพาะ แต่ถึงแม้ตัวยาจะเข้มข้นไปหน่อยก็ไม่ระคายเคืองต่อผิวแน่นอนค่ะ
acne cream ครีมแต้มสิวที่ดีที่สุด6
5. Fucidin
เป็นครีมแต้มสิวที่เป็นยาฆ่าเชื้อ มีกลิ่นแรง เหมาะที่จะให้แต้มสิวเท่านั้น เป็นครีมที่ออกฤทธิ์แรง สำหรับสาว ๆ ที่มีผิวแพ้ง่ายอาจจะเกิดอาการระคายเคืองได้ แต่ทั้งนี้ก็แลกกับการรักษาสิวอักเสบได้ชะงัด
acne cream ครีมแต้มสิวที่ดีที่สุด7
6. Clindalin Gel  
เจลแต้มสิวอักเสบเนื้อใส ๆ สามารถใช้แต้มหัวสิวที่กำลังจะอักเสบให้ยุบลงได้ เรียกได้ว่าดักสิวที่จะขึ้นมาอักเสบได้เริดมาก ๆ แต่ถ้าใช้กับสิวที่อักเสบอยู่แล้วอาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อยกว่าสิวจะยุบ แต่ก็ถือเป็นอีกตัวที่น่าใช้เลยค่ะ เพราะสามารถลดรอยสิวไปพร้อม ๆ กันได้ด้วยacne cream ครีมแต้มสิวที่ดีที่สุด8
7. Retin-A        
เป็นยารักษาสิวที่ใช้ได้ดีเกินคาด แต่ทั้งนี้อาจจะต้องใช้ให้เป็น เพราะถ้าใช้ไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้หน้าเป็นรอยไหม้ดำ ๆ เอาได้ แต่ถ้าใช้ได้ถูกวิธีก็จะสามารถรักษาหน้าให้ใสเนียนกิ๊กปลอดจะสิวได้ไม่ยาก โดยวิธีใช้ที่ถูกต้องแนะนำให้ทาตอนกลางคืนก่อนนอนจะดีที่สุดค่ะ โดยให้ล้างหน้าให้สะอาดก่อนแล้วค่อยทาบาง ๆ เฉพาะจุดที่เป็นสิว โดยตัวยานี้จะเข้าไปช่วยกระตุ้นการหลุดลอกของผิวหนังบริเวณที่เป็นสิว ทำให้สิวหายได้เร็วขึ้นนั่นเอง
acne cream ครีมแต้มสิวที่ดีที่สุด9
8. Metronidazole robaz gel       
เป็นยาแต้มสิวที่สามารถใช้รักษาสิวอักเสบ สิวหัวหนอง ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียได้ดี ซึ่งตัวยาที่อยู่ในครีมตัวนี้จะเข้าไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิว ทำให้สิวยุบลงได้เพียงข้ามวัน ที่สำคัญยังสามารถป้องกันการเกิดสิวที่จะขึ้นมาซ้ำ ๆ ได้อีกด้วยacne cream ครีมแต้มสิวที่ดีที่สุด10
9. Cybele akneles       
เป็นครีมรักษาสิวเนื้อเจลที่มีสารสกัดจากเปลือกมังคุด สามารถช่วยลดอาการอักเสบของสิวได้ดีมาก ๆ ที่สำคัญสำหรับใครที่เคยลองใช้มาหลายตัวแล้วไม่ได้ผลแนะนำให้ลองตัวนี้เลยค่ะ เพราะเป็นตัวที่ใช้แล้วไม่ทำให้ดื้อยา สิวหายแล้วหายเลย ไม่กลับมาเป็นอีกแน่นอนค่ะ
acne cream ครีมแต้มสิวที่ดีที่สุด1110. Vincere’ Anti-Acne Cream
สำหรับครีมรักษาสิวตัวนี้สามารถจัดการได้ทั้งสิวเสี้ยน สิวอักเสบ และสิวหนอง นอกจากจะช่วยลดอาการอักเสบของสิวได้แล้ว ยังจะช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้น และลบเลือนรอยแดงจากสิวที่หายแล้วให้จางลง ที่สำคัญใช้แล้วผิวจะไม่แห้งลอกเป็นขุยอีกด้วยค่ะ
และนี่ก็คือ 10 ครีมแต้มสิวอักเสบที่เขาว่ากันว่าใช้แล้วดี๊ดี สิวยุบหายเร็วทันใจ สำหรับสาว ๆ คนไหนที่อยากจะได้ครีมแต้มสิวดี ๆ มาใช้ประจำตัวสักหลอดก็ลองเลือกไปใช้กันได้ตามสบายเลยค่ะ รับรองว่าต่อให้เป็นสิวแบบไหนก็จัดการได้อยู่หมัดแน่นอน
ภาพจาก Instagram flytoaustralia, เฟซบุ๊ก TOMEI Acne,smooth-e.combenzac.com.au, Instagram e_shouman, เฟซบุ๊ก Clindalin gel, Instagram sims_canvas,lidocainehclpowder.comscagel.pl,vin21thailand.com
Credited By: Kapook.com

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แนะนำกระทู้เด็ดใน พันทิพ >> รีวิววิธีการดูแลตัวเอง และผลิตภัณฑ์ที่ใช้อย่างถูกต้อง ตามหลักวิชาการ จากคนที่เคยรักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย


แนะนำกระทู้เด็ดใน พันทิพ  >> 


ไปอ่านเนื้อหาต่อได้ที่    http://pantip.com/topic/34597329
กระทู้รีวิว
สิวความงามผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า
สวัสดีครับกระทู้เกิดจากการที่ผมเคยมีสิวเยอะมากตั้งแต่เด็ก มีรอยดำ รอยแดงจากสิว รวมถึงรอยหลุมเยอะมาก ตั้งแต่เด็ก ดูแลหน้า ลองผิดลองถูกมาเยอะ เข้าคลินิครักษาหน้ามาก็เยอะเป็นสิบๆที่ ซื้อยาทาเอง ซื้อยากินเองก็ลอง ใครว่าอะไรดีก็ใช้มาหมด มาช่วงขึ้นช่วงลงมาหลายปีมากๆ

จนเริ่มโตขึ้นพอดีว่าผมสอบเข้าเรียนหมอได้ จริงๆตอนเรียนหมอ 6 ปีเป็นหมอทั่วไปไม่มีการเรียนเกี่ยวกับการรักษาสิว หรือรอยดำจากสิว อะไรพวกนี้นะครับนะครับ อาจจะมีนิดหน่อยแต่น้อยมากจริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ได้จากการเรียนแพทย์คือ การเรียนรู้คำว่า evidence-based หมายความว่าการรักษา หรือทำอะไรซักอย่างนึงมันต้องมีหลักฐานมารองรับ ต้องมีงานวิจัยจำนวนมาก มีการรวบรวมสรุปออกมาเป็นองค์ความรู้ ที่หมอทุกคนใช้และยึดมั่นในการรักษา หมายความว่าจะทำอะไรซักอย่างมันต้องมีวิธีการที่ได้รับการสรุปและยอมรับในช่วงเวลานั่นๆว่าเป็นวิธีที่สุด ยกตัวอย่างเช่น จะรักษาสิว ผลิตภัณฑ์ที่ใช้รักษาสิวอาจมีมากมาย มีคนจ่ายยากินมากมายแต่สุดท้ายมันต้องมีหลักยึดเดียวกัน

แต่กระทู้นี้ผมขอไม่พูดเป็นวิชาการมากแล้วกันนะครับ แต่เป็นสิ่งที่ผมสรุปมาใช้กับตัวเอง และเป็นสิ่งที่ผมอ่านมาจากฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้เช่น guideline ของสมาคมโรคผิวหนังแห่งประเทศไทย, textbook, text review จาก uptodate และ medscape ผมคงไม่ได้ไปรีวิวมาจากงานวิจัยเองโดยตรงนะครับเพราะคิดว่าความรู้ยังไม่ถึงเนื่องจากงานวิจัยมันมีรายละเอียดมากในการวิเคราะห์และระดับความน่าเชื่อถือมันแตกต่างกันออกไป เลยของเชื่อจากฐานข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูงดีกว่า ยกเว้นว่าจะเป็นเรื่องใหม่ๆก็จะอิงจากงานวิจัยบางนะครับ และบางส่วนก็เป็นความเห็นจากการใช้งานของผมเอง หากมีใครผ่านเข้ามาอ่านและอยากเพิ่มเติมตรงไหน หรืออยากแก้ไขตรงไหน อาจจะมีผู้รู้อยากแก้ไขเพิ่มเติมอะไรยินดีมากๆที่จะแก้ไขและเรียนรู้นะครับ

มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

เนื่องจากเนื้อหาค่อนข้างเยอะขอเป็นเป็นสารบัญนะครับ
Part 1 การล้างหน้า เลือกโฟมล้างหน้าอย่างไร
Part 2 สิว
A. intro
B. สรุปกลุ่มยาสิว
C. เลือกใช้ยาสิวยังไง ใช้อะไรบ้างให้เหมาะกับตนเอง และสรุปยาที่ผมเลือกใช้
Part3 รอยดำจากสิว(Postinflammatory hyperpigmentation)
A. สรุปกลุ่มยาและผลิตภัณฑ์ที่ได้ผล laser ได้ผลหรือเปล่า
B. ใช้อะไรดีหล่ะ สรุปการเลือกใช้ และรีวิวผลิตภัณฑ์ที่ผมใช้อยู่
Part 4 Routine regimen ของผมครับ



ขอเริ่มด้วยรูปผลิตภัณฑ์โดยรวมที่จะพูดถึงวันนี้นะครับ อาจจะไม่ได้พูดถึงหลายตัวมาก แต่จะพูดถึงในตัวที่แนะนำและเป็นกระเด็นในการนำไปใช้นะครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Part 1 การล้างหน้า เลือกโฟมล้างหน้าอย่างไร
1.การล้างหน้า
การล้างหน้าที่ดีควรจะใช้เน้นที่ความอ่อนโยนของผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกันก็ต้องล้างหน้าให้สะอาดลดการอุดตัน
ความเชื่อผิดๆก็คือ ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนจะล้างหน้าได้ไม่สะอาด หรือผลิตภัณฑ์ที่ล้างหน้าได้สะอาดจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่
ให้ความรู้สึกฝืดผิว

เวลาเลือกพวกเจลล้างหน้าหรือโฟมล้างหน้าเนี้ยสิ่งที่ควรจำไว้ก็คือ

1.ไม่ควรใช้โฟมล้างหน้าหรือเจลล้างหน้าที่มีส่วนผสมของสบู่
สบู่ที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงการนำสบู่ทั่วไปมาล้างหน้าเท่านั้นนะครับ แต่รู้ไหมครับว่าผลิตภัณฑ์ล้างหน้าส่วนมากจะมีส่วนประกอบ
ของ Soap หรือสบู่ อยู่ซึ่งมีส่วนประกอบของ เบส และ กรดไขมัน

ที่ไม่แนะนำให้ใช้เพราะตัวสบู่เนี้ยมีความมีขั้วสูงเกินไป อาจจะไปทำลายโครงสร้างตามธรรมชาติของผิว เหมือนกับว่าสบู่มันจะ
ทำให้พวกโปรตีนเช่นเคราตินในผิวเสียสภาพ เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผิวมันทำงานได้แย่ลง เกราะป้องกันของผิวแย่ลง อาจทำให้
จากปกติผิวอุ้มน้ำได้ ก็เสียคุณสมบัตินี้ไป ทำให้สุขภาพผิวเสีย

ที่สำคัญคนที่รักษาสิว และรอยดำจากสิวเนี้ย มักจะมียาที่ลำพังตัวยาก็ระคายเคืองอยู่แล้ว ทำให้หน้าแดง แห้งลอก แสบอยู่แล้ว
การที่เราไปใช้สบู่เนี้ย มันก็ยิ่งทำให้หน้ายิ่งพัง เราก็ควรเปลี่ยนมาใช้ cleansing product ที่มีสารทำความสะอาดที่อ่อนโยนแทนนะครับ

2. จากข้อ 1 ใช้สรุปว่าผลิตภัณฑ์ล้างหน้าโฟมล้างหน้าที่เป็น Soap-free ถ้าจะเอาให้ดีเราควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารชะล้างแบบ
Non-ionic หรือ Amphoteric พูดง่ายๆก็คือ เราควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารทำความสะอาดแบบ non-ionic หรือ amphoteric
(คือชนิดไม่มีขั้ว หรือ ชนิดสองขั้ว) ไม่ควรเลือกประเภทที่เป็นใช้สารทำความสะอาดแบบบวกหรือลบ เนื่องจากจะอ่อนโยนสู้ไม่ได้
ถึงตรงนี้ทุกคนก็คงจะงง ไว้ผมจะมาอธิบายละเอียดให้ฟังอีกทีแล้วกันนะครับ

ผมขอยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่แนะนำก็แล้วกัน ถ้าพูดถึง Non-ionic ทุกคนคงจะนึกถึง smoothE แน่ๆ ใช่แล่วครับ SmoothE
เป็นตัวอย่าง ของผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ดีอ่อนโยน แต่ผมไม่ค่อยได้ใช้เลย เพราะราคามันแพงมาก แถมมีน้ำหอม พูดง่ายๆคือ
SmoothE ไม่ได้ดีไปกว่า ผลิตภัณฑ์อีกหลายๆตัวเลย เป็นทางเลือกที่หาได้ง่าย ไว้จะมารีวิวแนะนำสินค้าหลายๆตัวในกลุ่ม
cleansing อีกครั้งนะครับ แต่วันนี้ขอแนะนำเป็นตัวที่ผมกำลังใช้อยู่ตอนนี้นั่นเอง นั่นก็คือ acne aid ครับ acne aid เป็นตัวอย่างของ
cleansing gel ที่ดีราคาถูก แถมตรงตามที่ผมแนะนำไปคือ soap-free และ ใช้ surfactant ที่อ่อนโยน อย่างที่ผมว่าไปคือ
เราไม่ได้ต้องการอะไรจากผลิตภัณฑ์ล้างหน้าไปมากกว่า ล้างสะอาด อ่อนโยน และราคาไม่แพง หลายๆครั้งเราอาจจะหลง
ไปกับคำโปรยสารบำรุงทั้งหลายในโฟมล้างหน้าที่อยู่บนหน้าเราแปปเดียวไม่ได้ช่วยอะไร หรือฟองนุ่มๆที่ใช้แล้วชอบรู้สึกหน้านิ่ม
นวลเนียนผิวหน้า แต่นั่นมันก็เป็นแค่ความรู้สึกชั่วคราวครับ ระยะยาวมันไม่ดีต่อผิวหน้าต่อผลิตภัณฑ์ที่ อ่อนโยนแน่นอน

ยกตัวอย่างเช่นในห้องน้ำบ้านผมเนี้ยจะมีโฟมอยู่สามตัว ของ acne aid, shiseido แล้วก็ senka perfect whip ผมก็แนะนำให้
ทั้งบ้านมาใช้ acne aid เพราะดีและถูก แต่แม่ก็จะตัดใจจากโฟมนุ่มๆให้ความรู้สึกดีๆอย่าง senka perfect whip และ shiseido
ไม่ได้เลย ทั้งๆที่ acne aid ดีต่อผิวมากกว่านะครับ








Part 2 สิว

- intro
- สรุปกลุ่มยาสิว
- เลือกใช้ยาสิวยังไง ใช้อะไรบ้างให้เหมาะกับตนเอง และสรุปยาที่ผมเลือกใช้

Intro

เรื่องสิวนี่จริงๆจะยาวเลยนะครับ เนื่องจากอาจจะต้องพูดหลายประเด็น แต่วันนี้ขอพูดคร่าวๆให้น้องๆพี่ๆที่กำลังเป็นสิวจับจุดได้
และนำไปดูแลตัวเองเบื้องต้นได้นะครับ โดยผมขอแปะลิ้งค์ แนวทางการดูแลโรคสิว ของสมาคมโรคผิวหนัง ที่ได้จัดทำโดย
อาจารย์แพทย์จากหลายสถาบันร่วมกันสรุปมาเป็นแนวทางสำหรับแพทย์ในการรักษานะครับ มีให้โหลดเอาไปอ่านกันเล่นๆได้
http://www.dst.or.th/files_news/001-Guideline_Acne_2011.pdf

สำหรับผมตอนนี้สิวมันคุมอยู่แล้วไม่ได้มาก โดยตอนนี้ก็เน้นไปที่การลดสิวอุดตัน ไม่ให้เกิดการอุดตันใหม่ ลดโอกาสการเกิด
สิวอักเสบ เพราะแน่นอนว่าคนเป็นสิวมากอย่างผมมันมีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยว ถึงสิวจะหายแล้ว แต่ก็ต้องคุมดีๆ
แต่อาจจะไมไ่ด้ทายากินยามากเหมือนตอนเป็นสิวหนักๆ แต่จะเน้นไปที่การรักษารอยดำ รอยหลุมจากสิวแทน

อย่างแรกที่ทุกคนต้องทำความเข้าใจคือ สิวสามารถทำให้หายไปจากบนใบหน้าได้ แต่ไม่ใช้ว่าจะทำให้มันหายไปตลอดกาลได้
โดยไม่ดูแลรักษาควบคุมมัน คือสิวมันเป็นโรคที่ทำให้หายได้ แต่ก็ยังต้องทายาควบคุมมันไปเรื่อยๆ ไม่ใช่หายแล้วจะหายขาด
ไม่อยากเป็นอีกเลยอันนั้นก็เป็นไปไม่ได้

เราจึงต้องเน้นที่การที่จะทำยังไงให้สิวทั้งหมดที่อาจจะมีเป็นร้อยเม็ดบนใบหน้าหมดไป หลังจากนั้นก็ทายาควบคุมเป็นระยะ
เพื่อไม่ให้มีสิวใหม่ขึ้น เท่านี้เราก็จะหายจากมันได้ แต่ถ้าเรามีสิวเป็นร้อยเม็ดอุตส่าห์รักษาแต่พอหายกลับไม่เปลี่ยนการดูแลผิว
ไม่มีการทายาควบคุมป้องกันสิวใหม่ สิวก็จะกลับมา


สรุปกลุ่มยาสิว

1.กลุ่ม topical anti-microbial หรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดทา P.acnes ที่ทำให้เกิดสิวอักเสบ กลุ่มนี้เลยใช้รักษาสิวอักเสบนะครับ
ประกอบด้วย
1.1 กลุ่มที่ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ Benzoyl Peroxide หรือขอเรียกสั้นๆว่า BPO และยี่ห้อที่ผมใช้คือ Benzac
1.2 กลุ่มยาปฏิชีวนะ(anti-biotic) เช่น Clindamycin(ClindaM) , Erythromycin(Eryacne)

กลุ่มนี้กฎการใช้คือ
1. กรณีเป็นสิวอักเสบไม่มากใช้ BPO ตัวเดียวได้
2. กรณีเป็นมากใช้ BPO + Clinda หรือ Eryacne แต่ห้ามใช้ Clinda หรือ Eryacne เดี่ยวๆ เพราจะทำให้เชื้อดื้อยา
และรักษาสิวไม่ได้ผล

ในรุปเป็น Benzac กับ ClindaM ที่ผมใช้อยู่ครับ



2.กลุ่ม Topical Retinoid หรือกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอชนิดทา กลุ่มนี้เน้นที่การรักษาสิวไม่อักเสบหรือสิวอุดตัน
กลุ่มนี้ข้อเสียคือมันระคายเคือง และอาจทำให้ผิวแห้ง แดง ลอก แสบ และไวต่อแสงมากขึ้น คนที่ทนไม่ได้อาจไปใช้
salicylic acid หรือ Azelaic acid

กลุ่มนี้มี 3 ตัว Tretinoin(RetinA) , Adapalene(Differin), Tazarotene(Tazorac)
เทียบประสิทธิภาพ Tazarotene > Tretinoin(0.025%) = Adapalene
เทียบความระคายเคือง Adapalene น้อยกว่า tretinoin และ tazarotene ตามลำดับ

Tararotene แทบจะไม่มีคนใช้เนื่องจากระคายเคืองเกินไป ส่วน Adapalene หรือที่รู้จักกันในชื่อ differin กับ tretinoin
หรือ retinA มีงานวิจัยว่าผลการรักษาใกล้เคียงกัน แต่ Tretinoin จะระคายเคืองกว่าและใช้คู่ Benzac หรือ BPO ไม่ได้เพราะ
จะหักล้างฤทธิ์กัน

ผมเลือกใช้ Adapalene สำหรับกลุ่มนี้ เนื่องจากได้ผลดี ระคายเคืองน้อย(ผมไม่ชอบให้ตัวเองหน้าแดงๆ หรือลอกๆ) และใช้คู่ BPO
ในเวลาเดียวกันได้ ข้อเสียคือราคาแพงกว่า

Adapalene หรือ differin มีความเข้มข้นเดียวคือ 0.1 มีงานวิจัยว่าได้ผลเท่ากับ tretinoin 0.025%
แต่ในคนที่ใช้สองตัวนี้หลายๆเดือนแล้วไม่ดีขึ้นอาจจะขยับ tretinoin เป็นความเข้มข้นสูงขึ้นเช่น 0.1 อาจจะได้ผลดีกว่าแต่ก็ระคายเคืองกว่า

ในรูปเป็น differin และ tretinoin ของ โรงพยาบาลจุฬาครับ ยี่ห้อทั่วไปเช่น RetinA


3. กลุ่มอื่นๆ
ยาทาฆ่าเชื้อสิวกลุ่มอื่นๆ เช่น Sulfacetamide และ Dapsone ที่ได้ผลดีมาก ขอยังไม่พูดถึงเนื่องจากยังไม่เคยเห็นขายในเมืองไทย
- Salicylic Acid หรือ BHA ยอดฮิต ของชาวห้องแป้ง ตัวนี้ถือเป็นการักษารอง ทำไมหรอครับ เนื่องจาก มันรักษาได้ทั้งสิวอักเสบและ
สิวอุดตัน แต่รักษาสิวอักเสบได้ไม่ดีเท่า BPO+Topical antibiotic(Clinda,Erythyomycin) และรักษาสิวอุดตันได้ไม่ดีเท่ากลุ่ม
- topical retinoid พูดง่ายๆคือรักษาได้หมด แต่ไม่สุดซักอย่าง แต่ข้อดีของมันคือมันไม่ระคายเคืองเท่าตัวอื่น คนที่ทนกับ BPO
ไม่ได้ทนกับ Retinoid ไม่ได้ ก็ใช้ตัวนี้ได้ รักษาได้ทั้งสองอย่าง ได้ผลพอสมควร

ผมจะใช้เวลาที่สิวเป็นไม่มาก และใช้เวลาต้องการควบคุมสิว

4. ยากิน ใช้ในสิวที่มีความรุนแรงมากขึ้น
4.1 กลุ่มยาฆ่าเชื้อสิว
ยาที่ใช้ได้ ได้แก่ Erythromycin, กลุ่ม tetracyclin ได้แก่ tetracyclin, doxycyclin, minocyclin
ปัจจุบันมักใช้ doxycycline มากกว่า erythromycin และ tetracyclin เนื่องจากอัตราการดื้อยาต่ำกว่า และใช้ง่ายกว่า
อาจจะเลือก doxycyclin เป็นตัวแรก

ส่วน minocyclin อาจได้ผลดีกว่า doxycyclin แต่ไม่แนะนำให้ใช้เป็นยาตัวแรกเนื่องจากมีความเป็นพิษและมีผลข้างเคียง
มากกว่าเช่น vertigo skin discoloration, serum sickness, lupus-like syndrome จะเห็นว่าอาจจะอ่านผลข้างเคียงไม่เข้าใจ
จึงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์จะดีกว่าครับ ถ้าจะกินยา

กลุ่ม tetracyclin ทั้งหมด ได้แก้ tetracyclin, doxycyclin, minocyclin ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปีและหญิงตั้งครรถ์

นอกจากนี้จากประสบการณ์ส่วนตัวมีหลายคลินิคนิยมจ่าย amoxicillin จากการหาข้อมูลพบว่ามันไม่มีหลักฐานอะไรมาสนับสนุน
เลยนะครับที่จะได้ผลดีกับสิว จากการไปพบแพทย์ผิวหนังจริงๆไม่เคยเจอใครจ่าย amoxicillin เลยนอกจาก หมอตามคลินิคความงาม

ยาอีกตัวที่เจอใช้เยอะคือ ciprofloxacin ก็ไม่ได้มีงานวิจัยในการนำมาใช้ในการรักษาสิว อีกอย่างยาตัวนี้ควรสงวนไว้ใช้กับโรคที่
สำคัญต่อชีวิตมากกว่าเช่น การติดเชื้อระเบบทางเดินหายใจ ติดเชื้อในช่องท้อง การใช้ยา antibiotic อย่างไม่ถูกต้อง และพร่ำเพรื่อ
อาจทำให้เกิดการดื้อยา และเป็นปัญหากับตัวเราเองในอนาคตนะครับ

ยากินทุกตัวควรปรึกษาแพทย์นะครับ

นอกจากนี้ในรายที่กินยาตัวอื่นแล้วไม่หาย อาจจะใช้ Trimethoprim-sulfamethoxazole หรือ Bactrim แต่ยาตัวนี้มีผลข้างเคียงที่
น่ากลัวหลายอย่าง ควรปรึกษาแพทย์เท่านั้นครับ

4.2 Oral isotretinoin
ยานี้ชื่อการค้าเช่น Roaccutane, Acnotin, Isotane

เนื่องจากยานี้มีผลข้างเคียงหลายอย่างเช่น ห้ามใช้ในคนท้องหรือมีแผนจะตั้งครรถ์เพราะอาจก่อให้เกิดการพิการของทารก
ทำให้ไขมันสูงขึ้น ผิว ปาก ตา แห้ง ผมร่วง หยุดสูงเร็ว(ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี) อาจมีผลต่อความซึมเศร้าและการฆ่าตัวตาย
และยังมีผลข้างเคียงอีกหลายอย่างการใช้ยานี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผิวหนัง

แต่ยานี้ก็มีประสิทธิภาพสูงสุด ในสิวที่เป็นแบบรุนแรงมากๆ หรือสิวที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่หายก็จะมาใช้ยานี้ โดยยานี้ต้องกินต่อเนื่อง
ในประเทศไทยมักใช้ 10-20 mg ติดต่อกัน 4-6 เดือน และข้อดีของมันอีกอย่างคือหลังหยุดยา ก็ยังมีผลทำให้สิวไม่ขึ้นต่อไปอีก
ระยะหนึ่ง ลดโอกาสเกิดซ้ำของสิว


จบกันซักทีนะครับสำหรับการแนะนำยาสิวเบื้องต้น อาจจะไม่ได้ลงข้อมูลลึกทุกอย่างแค่อยากแนะนำยาเบื้องต้นให้เพื่อนๆมีภาพในหัวว่า
ยาสิวมีกี่กลุ่ม มีอะไรที่ควรรู้ ต่อไปถึงส่วนที่สำคัญที่สุดแล้ว คือ แล้วเราจะใช้ยาอะไรดี


ในรุปคือ acnotin นะครับเป็นแบรนด์หนึ่งของ oral isotretinoin ที่มีราคาถูกกว่า roaccutane


ต่อไปผมขอแนะนำการใช้ยาเบื้องต้นนะครับ
แนะนำการเลือกใช้ยาสิว

1. กรณีมีสิวอุดตันอย่างเดียว แนะนำใช้ Topical Retinoid
- กรณีทนกับการระคายเคืองได้ ใช้ Topical retinoid 0.025%
- หากทนได้อาจเพิ่มความเข้มข้นถึง 0.1%
- กรณีทนความระคายเคืองไม่ไหว แนะนำใช้ Adapalene (Differin) 0.1% ได้ผลเท่า Topical retinoid 0.025% และ
ใช้คู่ BPO(Benzac) ได้ ควรใช้ต่อเนื่อง 2-3 เดือนจึงจะประเมินผลการรักษาได้ โดยทา 1 ครั้งก่อนนอน

2. กรณีมีสิวอุดตันด้วยสิวอักเสบด้วยแต่เป็นไม่มาก ใช้ BPO(Benzac)+ Topical antibiotic(ClindaM/Eryacne)
ควบคู่กับ topical retinoid

ผมแนะนำเป็นใช้ Benzac ทาก่อนล้างหน้า 10 นาที จากนั้นล้างหน้าตามด้วย ClindaM เช้าเย็น ก่อนนอนทา Differin(Adapalene) เพิ่ม

ยา Differin หรือ Adapalene มีราคาค่อนข้างแพง อาจใช้ retinA หรือ tretinoin ในคนที่ทนความระคายเคืองได้
แต่ห้ามใช้เวลาเดียวกับ BPO เช่น BPO ทาเช้า RetinA ทาเย็น, แต่ BPO ใช้คู่ differin ได้

3. กรณีมีสิวอักเสบมาก และมีสิวอุดตันด้วย ใช้ตามข้อ 2 แต่เพิ่มยากินประเภท antibiotic เช่น doxycyclin
กินวันละเม็ด 100 gm พร้อมอาหารเช้า

4. กรณีมีสิวอักเสบสิวอุดตันโครตเยอะ หรือกรณีที่รักษาตามด้านบนไม่หาย
- กิน Oral Isotretinoin (Roaccutane,Acnotin) เดี่ยวๆไม่ต้องทายา
- กิน Oral Isotretinoin (Roaccutane,Acnotin) + ทายาตาม ข้อ 2

จะมีการคิด dose ยาและระยะเวลาที่ให้อยู่นะครับ แพทย์จะคำนวณ dose ที่ให้ก็แล้วแต่ว่าแพทย์จะคำนวณให้ dose สูงหรือต่ำ
ตามความรุนแรง dose ก็จะอยู่ที่ 0.25-1 mg/kg/day อาจจะใช้ประมาณ 4-6 เดือน แต่โดยทั่วไปในไทยให้กันแค่ 10-20 mg ต่อวันครับ



จบแล้วนะครับสำหรับการรักษาสิว สำหรับในรายที่สิวหายแล้วแต่ต้องการควบคุมสิวก็อาจจะใช้ salicylic แบบทาถ้าคุมได้ก็โอเค
แต่ถ้าสิวยังขึ้นก็อาจจะทา adapalene หรือ differin แทน กรณีควบคุมสิวแต่ก็มีสิวอักเสบขึ้นบ้าง ก็อาจจะเพิ่มการทา Benzac
เช้าเย็นก่อนล้างหน้า 5-10 นาทีไปด้วยครับ

ในรูปจะเป็นรูปยาสิวที่ผมใช้นะครับ สำหรับผมตอนนี้แทบจะไม่มีสิวเลยครับ เหลือแต่รอยดำ และหลุม แต่สิวจะขึ้นง่ายมากหากไม่คุม
โดยเฉพาะช่วงนอนดึก หรือถ้าไม่ได้ทายาสิวก็จะเริ่มขึ้น

ตอนเป็นสิวเยอะๆผมกิน Acnotin อยู่ด้วย แต่ตอนนี้หยุดไปแล้ว หลังหยุดเท่าที่ผมสังเกตซัก 6 เดือนหลังหยุดยาสิวแทบจะไม่ขึ้นเลย
ถึงแม้จะไม่ทายาอันนี้เป็น ฤทธิ์ที่ดีของ oral isotretinoin แต่มันก็ขึ้นอยู่กับปริมาณยาที่ใช้ด้วย ตอนนี้หยุด acnotin หรือ oral isotretinoin
มานานแล้วสิวก็ขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ทายาหรือนอนดึก


ยาที่ผมใช้ขอเป็นเป็น 2 set นะครับ

Set A จะใช้ทั่วไปทุกวันในช่วงที่ไม่ได้มีสิวอักเสบขึ้นเยอะ หรืออาจจะขึ้นเม็ดสองเม็ด
(ถ้าใช้จะใช้ตามก็เหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้มีสิวอักเสบเยอะเต็มหน้า ถ้าสิวอักเสบขึ้นเกิน 4 เม็ดผมก็เปลี่ยนไปใช้ Set B แล้วครับ
ส่วน Kene สองหลอดตรงกลางผมเอามาไว้รักษารอยดำครับ ได้ผลดีเลย แต่ขอพูดตอนเรื่องรอยดำ ไม่เกี่ยวกับสิวนะครับ)

- ล้างหน้าด้วย Acne aid
- ตามด้วย Salicylic 2% ของ Paula choice ทาทั่วหน้าทิ้งไว้ 10 นาที เพื่อลดการอุดตันของผิว ลดการเกิดสิวอุดตัน
ลดการอักเสบของสิวอักเสบได้ด้วย แต่สิวอักเสบมากจะเอาไม่อยู่ เน้นป้องกันและรักษาน้อยๆ
- ตามด้วย Kene ใช้รักษารอยดำ 2 ตัว รายละเอียดขอรวมไว้เรื่องรอยดำครับ
- ตามด้วย Skinoren Cream หรือ Azelaic acid 20% อันนี้ใช้ร่วมกับ Kene ช่วยลดรอยดำเช่นกันครับ มีผลเรื่องรอยอุดตันด้วย
แต่ผมหวังผลรอยดำครับ
- Differ


2. SetB จะเพิ่ม BPO(Benzac) และ Clindamyclin solution(clindaM) เพิ่มเข้ามา สำหรับการจัดการสิวอักเสบ
สำหรับเวลาที่สิวอักเสบมันมากขึ้น เช่น ช่วงใกล้สอบ

- ทา Benzac ทิ้งไว้ 10 นาทีล้างออก
- ล้างหน้าด้วย Acne aid
- ทา ClindaM
- ตามด้วย Kene ใช้รักษารอยดำ 2 ตัว รายละเอียดขอรวมไว้เรื่องรอยดำครับ
- ตามด้วย Skinoren Cream หรือ Azelaic acid 20% อันนี้ใช้ร่วมกับ Kene รักษารอยดำ
- Differin(Adapalene 1%) อันนี้ทาเพื่อป้องกันสิวระยะยาว และลดสิวอุดตันด้วยครับ มีผลแถมเรื่อง ช่วยลดรอยดำด้วย
และช่วยลดการอักเสบด้วยครับ(เฉพาะกลางคืน)


อันนี้แถมครับในรูปจะเป็นยาชื่อ Epiduo จะเป็นการรวม BPO กับ adapalene(differin) ไว้ในหลอดเดียวกัน
สำหรับผม ผมไม่ค่อยชอบนะครับใช้ BPO แยกกับ differin ดีกว่า เพราะ epiduo ระคายเคืองเกินไปสำหรับผม ทาแล้วแห้ง
แสบ แดงมาก เพราะต้องทา BPO ทิ้งไว้ เพราะมันมาคู่กับ differin แต่ถ้าใช้แยกผมใช้ BPO ก่อนล้างหน้า ได้จะดีกับหน้ามากกว่าครับ

ส่วนหลอดเล็กกว่าอันคือ tretinoin ที่ผมไม่ใช้แล้วเนื่องจากใช้แล้วระคายเคืองเกินไป แต่เหมาะกับคนสิวุดตันเยอะๆเพราะ
มันมีความเข้มข้นหลายขนาด ถ้าใช้ differin ไม่หายก็ลองใช้ตัวนี้ขนาดสูงๆดูครับ ในรูปเป็น tretinoin ของ โรงพยาบาลจุฬานะครับ


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ต่อไปจะเป็นเรื่องรอยดำแบบเต็มๆครับ




Part3 รอยดำจากสิว(Postinflammatory hyperpigmentation)
- สรุปกลุ่มยาและผลิตภัณฑ์ที่ได้ผล
- ใช้อะไรดีหล่ะ สรุปการเลือกใช้ และรีวิวผลิตภัณฑ์ที่ผมใช้อยู่

ปัญหารอยดำจากสิวสำหรับผมมันเป็นปัญหาใหญ่มากกก เพราะสิวมันหายเร็วแต่มันทิ้งรอยดำไว้ หลายๆคนคงเคยรู้กันมาว่า
รอยดำจากสิวเนี้ย ถ้าเราไม่รักษาอะไรมันเคยมันจะหายไปเองอาจจะใช้เวลาประมาณหกเดือน แต่สำหรับผมถ้าได้เป็นรอยดำแล้วหล่ะ
ก็ปีนึงมันยังไม่หายไปเลยครับ เมื่อก่อนก็ลองใช้นู้นนี่มาเยอะแยะ ยาหมอ ไวท์เทนนิ่งแพงแค่ไหนก็ลองใช้มาหมดแล้ว จนเริ่มโตขึ้น
ก็เริ่มคิดได้ว่า ขนาดรักษาโรคมันยังมีหลักการว่าอะไรได้ผลไม่ได้ผล รักษารอยดำจากสิวมันก็ต้องมีข้อมูล มีหลักการสิว่าอะไรได้ผล
อะไรไม่ได้ผล

วันนี้ผมขอแยกเป็น พาร์ทแรกให้ความรู้เบื้องต้นนะครับและแต่ขอไม่ลงไปถึง mechanism การทำงานนะครับ
เพราะอยากให้ทุกคนอ่านง่ายๆและจำไปใช้กัน

และพาร์ทต่อไปสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ว่าสุดท้ายเลือกใช้อะไร แล้วรีวิวผลิตภัณฑ์ที่ผมใช้อยู่

**
อย่างแรก เราต้องเข้าใจก่อนะครับว่าไอรอยโรคที่สีผิวมันดำขึ้นอย่าง กระ ฝ้า และรอยดำจากสิวเนี้ย มันรักษาคนละแบบกัน
โดย"กระ" เนี้ย พวกยา หรือ ครีมไวท์เทนนิ่งต่างๆจะได้ผลน้อยมาก First-line therapy ของมันคือการใช้เลเซอร์

ส่วน"ฝ้า กับ รอยดำจากสิว"หรือที่เรียกว่า PIH(postinflammatory hyperpigmentation) จะรักษาคล้ายๆกัน คือใช้ยา หรือพวก
ไวท์เทนนิ่ง การไปใช้เลเซอร์เป็นการรักษาฝ้า หรือรอยดำจากสิวเป็นวิธีแรกไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องนะครับ เพราะอาจจะไม่ได้ผล
อาจจะได้ผลเสียคือผิวด่างหรือดำกว่าเดิม และเสียตังค์โดยใช่เหตุเพราะ การทายา ทาไวท์เทนนิ่ง ทำให้ฝ้าและรอยดำหายได้ดีกว่า
การใช้เลเซอร์ เค้าเลยแนะนำเป็นการรักษาหลัก บางคนไม่เคยทายาเลย ไปทำเลเซอร์ผิวแย่กว่าเดิม ทั้งๆที่ทายาอาจจะหายไปเลยก็ได้

ผมเคยคุยกับอาจารย์ทางด้านเลเซอร์ท่านนึงเรื่องรอยดำจากสิวและฝ้า ว่าคนเป็นฝ้ามาเนี้ยอันดับแรกเราใช้ยาทาก่อน เพราะมีโอกาสที่จะ
respond ดีแล้วฝ้าหายไปเลยถึง 30% การใช้เลเซอร์ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเพราะมันไม่แน่ว่าจะได้ผลไหม อาจจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ได้
เหมือนต้องลองดูแล้วแต่คน แล้วก็มีความเสี่ยงที่จะดำกว่าเดิม หรือด่างขาว ได้อีกด้วย แต่การใช้เลเซอร์อาจจะมามีประโยชน์กรณีเราทา
ทุกสิ่งอย่างเป็นเวลาหลายๆเดือนแล้วมันยังไม่จางลงเลย เราอาจจะทำเลเซอร์ได้แต่ก็ต้องทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประสบการณ์สูงเท่านั้น
เพราะการยิงฝ้าหรือรอยดำเป็นเรื่องยาก อาศัยทั้งเครื่องมือและฝีมือ และก็ต้องรับความเสี่ยงว่ามันอาจจะดำขึ้นหรือด่าง แต่เนื่องจากมัน
อาจจะลงลึกกว่าเราเลยหวังว่ามันอาจจะหายนั่นเองครับ


>> ทีนี้มีเข้าเรื่องของเราเรื่องรอยดำจากสิว (และฝ้าที่อาจจะเอาแนวทางนี้ไปใช้เนื่องจากรักษาคล้ายๆกัน) <<

(ข้างล่างผมจะเล่าไปเรื่อยอาจจะงงหน่อยนะครับเดี๋ยวจะมาอัพเดตเพิ่มเติมเป็นกลุ่มๆให้)
ยาและกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้ผลในการรักษารอยดำจากสิวได้แก่
- Hydroquinone
ตัวนี้หลายๆคนอาจจะคุ้นชื่อ ว่ามันอันตราย เป็นสารที่ห้ามใส่ในเครื่องสำอางค์ เนื่องจากผลข้างเคียงเยอะ
แต่ตัวมันเองเป็นยานะครับ มีประโยชน์ แต่ต้องได้รับการควบคุมดูแลโดยแพทย์ผิวหนัง

Hydroquinone ถือเป็น first-line therapy หรือการรักษาเเรกที่จะเลือกใช้ในการรักษารอยดำจากสิว เนื่องจากเป็นยาเก่าที่
ออกมานานแล้วมีงานวิจัยรองรับ โดยมากจะเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับฝ้ามากกว่า แต่หลักการคล้ายๆกัน ใช้กับรอยดำจากสิวก็ได้ผลดี
เลยนำมาเป็นการรักษาอันดับแรกในการรักษารอยดำจากสิว หรือจากการอักเสบจากแผลอื่นๆ

แต่ข้อเสียของมันคือมันมีผลข้างเคียงค่อนข้างเยอะ เช่น ผิวหรือแดงอักเสบ ผื่นแพ้สัมผัส ทั้งจาก Irritant dermatitis,
Allergic Dermatitis หรือผลข้างเคียงที่ร้ายแรงยิ่งกว่าคือการเป็นฝ้าถาวร ที่เรียกว่า Exogenous ochronosis
อันนี้เป็นแล้วไม่มีทางหายเลย โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้เป็นระยะเวลานานเช่น นานกว่า 6 เดือนขึ้นไป

ประสบกาณ์ส่วนตัวเคยใช้ HQ อยู่หลายครั้ง อาการคือหน้าจะแดงๆ ผลลัพธ์มันก็พอใช้ได้ แต่รอยดำมันหายยากอยู่แล้วต้องใช้เวลา
หลายเดือนแต่ที่ไม่ชอบคือรู้สึกคนอื่นมองมันจะเหมือนคนหน้าบางอะครับ หน้าจะแดงๆ ดูเป็นผิวที่ไม่แข็งแรง อาจจะมีผื่นขึ้นบ้าง
แล้วยิ่งผมใช้ยาสิวที่ระคายเคืองด้วยอยู่แล้ว หน้ายิ่งแย่เข้าไปใหญ่ คือมันรักษานานระหว่างรักษาเราก็อยากหน้าดีไม่มีผลแทรกซ้อน
เลยเลิกใช้ HQ ไปแล้ว

หลังๆเลยพยายามหาสาร Whitening ตัวใหม่ๆที่มันไม่ทำให้หน้าแดงไม่เกิดการระคายเคือง เพราะใช้ยาสิวอยู่ด้วย ไม่อยากเพิ่ม
ความระคายเคือง แล้วหน้าผมก็แดงง่ายมาก ก็พบว่าจริงๆปัจจุบันสารไวท์เทนนิ่งออกใหม่เยอะมาก มีหลายๆตัวเลยที่ดูงานวิจัย
แล้วผลลัพธ์โอเคมาก ฝ้าหรือรอยดำจางลงค่อนข้างดี หลายตัวมีงานวิจัยว่าได้ผลดีกว่า HQ เสียอีกโดยไม่มีผลข้างเคียง
แต่กลุ่มนี้งานวิจัยที่ออกมาจะน้อยกว่า HQ เพราะมันออกมาใหม่กว่าขณะที่ HQ ออกมาหลายสิบปีแล้ว

ผมขอแบ่งสารไวท์เทนนิ่งเป็นสองกลุ่มนะครับ

- กลุ่มเก่าๆหน่อย ที่ทุกคนน่าจะรู้จักกันดี Kojic acid, Alpha-arbutin, Beta-arbutin, VitaminC, Niacinamide, Licorice,Soy
พูดจริงๆว่าผมใช้พวกนี้แล้วมันไม่ค่อยเห็นผลกับจุดด่างดำเท่าไหร่ หน้าอาจจะใสขึ้นแต่จุดด่างดำไม่ค่อยจาง อย่าง alpha-arbutin
ถ้าไปอ่านเอกสารจากผู้ผลิตจะมีเทียบกับ HQ ว่าได้ผลดีกว่า แต่พอทาจริงๆมันไม่ค่อยเห็นผล Kojic acid น่าจะเป็นตัวที่มีงาน
วิจัยมากที่สุดในกลุ่มนี้ แต่มันมีการแพ้สูง และไม่คงตัว ตามครีมต่างๆจึงไม่ค่อยใส่มา แต่มักใส่มาในรูปของอนุพันณ์ เช่น
Kojicdipalmitate แต่ไม่มีงานวิจัยอะไรว่ามันจะได้ผล ส่วนตัวเคยทาแล้วก็ไม่ค่อยเห็นผล ผมกลับชอบ Niacinamide กับ VitaminC
มากกว่าใช้แล้วหน้าใสดี แต่จุดด่างดำก็ไม่ค่อยลดลงเท่าไหร่

- กลุ่มใหม่ๆที่ออกมาไม่นานมาก และส่วนใหญ่ประสิทธิภาพค่อนข้างดี ทั้งจากที่ผมลองเอง จากงานวิจัยของบริษัทผู้ผลิตที่ข้อมูล
ออกมาว่าดีกว่า Hydroquinone แต่ไม่มีผลข้างเคียง และจากงานวิจัยของส่วนกลางที่ไม่ได้มีผลประโยชน์กับบริษัท เช่น
ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็พบว่าได้ผลดี ขอยกตัวอย่างบางทีที่เห็นผลดี และมีงานวิจับรองรับบ้าง หรือผมลองแล้วได้ผลดีนะครับ
- SepiwhiteMSH (undecylenoyl phenylalanine) ตัวนี้เป็นหนึ่งตัวที่ได้ผลดีมากๆกับการลดรอยดำ และ มีงานวิจัยของ
ผู้ผลิตสารพบว่าได้ผลเหนือกว่า Hydroquinone กลไกต่างจาก Whitening โดยทั่วไป โดยมันไปยับยั้ง alpha-MSH
ตัวกระตุ้น melanocyte ทำให้เมื่อใช้กับ whitening ตัวอื่นจะช่วยเสริมฤทธิ์กันได้มากขึ้น

ถ้าไปค้นใน pubmed จะเห็นได้ว่ามีหลายๆงานวิจัยที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ชั้นนำ และมีการใช้
undecylenoyl phenylalanine นำไปรักษาฝ้า และพบว่าได้ผลดีมาก และยิ่งไปกว่านั้นยังมีงานวิจัยนำไปรักษา กระแดด
ที่ปกติรักษาได้ยากต้องใช้เลเซอร์ แต่พบว่าเจ้าตัวนี้ก็ทำให้จางลงได้

สารตัวนี้หาได้ไม่ยากเลยครับ ใน SKII ที่เป็น whitening เกือบทุกตัวจะมีอยู่ และถ้าพบจำไม่ผิด Olay ตัวที่เป็นเซรั่มก็มี
แต่มันแย่ตรงที่ถ้าพลิกไปอ่านส่วนผสม SKII กับ Olay จะใส่ ตัวนี้อยู่ท้ายๆเลย ไม่น่าจะถึง 2% เนื่องจากในงานวิจัยใช้ 2%
ที่เป็น maximum dose แต่เท่าที่ผมจำได้คือเห็นอยู่เกือบหลังสุดของ Olay SKII และจากการลองใช้ Olay กับ SKII
ผลลัพธ์มันก็ไม่ชัดเท่าไหร่ เเต่ตอนนี้ผมเจอตัว Kene ที่ผมแนะนำไปด้านบนที่ใส่ 2% undecylenoyl phenylalanine

- Tyrostat (Rumex occidentalis extract) ตัวนี้จากบริษัทผู้ผลิตสารก็เขียนไว้ว่า เป็น tyrosinase inhibitor
ที่ดีกว่า Hydroquinone แล้วก็มีงานวิจัยนำมารักษาฝ้าเทียบกับ hyqroquinone ในคนฟิลิปปินส์ และผลออกมาว่า tyrostat
ได้ผลดีกว่า เลยเป็นอีกตัวที่น่าสนใจครับ

- Resorcinol derivative กลุ่มนี้ประกอบด้วยหลายตัวเช่น hexylresorcinol, phenylethylresorcinol และ 4-n butylresorcinol
ก็เป็นสารไวท์เทนนิ่งที่มาแรง มีงานวิจัยว่าดีกว่า HQ มาก โดยไม่มีผลข้างเคียง และมีงานวิจัยเกี่ยวกับฝ้า รอยดำ หลายตัวเลย
พบว่าได้ผลดีมาก ผลิตภัณฑ์ที่มีที่หาง่ายๆก็เช่น Eucerin ใส่ butylresorcinol Strivectin ใส่ Hexylresorcinol Kene
ใส่ Hexylresorcinol Osmosis มี Hexylresorcinol


เกือบจะจบแล้วครับ
อย่างที่บอกไปครับว่ารอยดำผมรักษายาก แค่นี้ยังไม่พอครับ

ยาที่ใช้ในการรักษารอยดำจากสิวแล้วได้ผลจาก HQ และ whitening ตัวใหม่ๆที่พูดไปแล้ว
มันยังมียาอีกบางตัวที่มีงานวิจัยว่าช่วยเรื่องรอยดำจากสิวได้ดี นั่นก็คือ Azelaic acid และ Topical retinoid
จะเห็นได้ว่าทั้งสองตัวเป็นยาสิวด้วย และเป็นยาลดรอยดำ ด้วย จึงมีคำแนะนำว่าไหนๆก็ใช้รักษาสิวอยู่แล้ว
หากเป็นคนที่มีรอยดำง่ายก็ใช้สองตัวนี้ในการรักษาสิวด้วย จะได้ลดรอยดำด้วย โดยประสิทธิภาพมันก็ไม่ได้ดีไปกว่า HQ
โดยเฉพาะ retinoid ที่มีงานวิจัยกว่าใช้เวลากว่า 6 เดือรกว่าจะได้ผล แต่ผลข้างเคียงน้อยกว่าครับ และ ก็ช่วยให้รอยดำจางเร็วขึ้น
ผมก็ใช้ด้วยเช่นกันโดย ผมใช้ Skinoren ที่มี Azelaic acid 20% และ กลุ่ม topical retinoid ผมใช้ Differin(adapalene)
เพราะ ระคายเคืองน้อยสุด


ส่วนทางเลือกอื่นๆก็เช่นการใช้พวก AHA แต่โดยส่วนตัวไม่ค่อยได้ผลต้องไปที่คลินิคใช้เปอร์เซ็นสูงๆ นอกจากนี้ก็พวกการ
ใช้เลเซอร์ตามที่พูดไปข้างต้น โดยส่วนตัวก็ไปทำ IPL บ้าง โดยต้องใช้เครื่องที่ได้มาตรฐานพวกเครื่องจีนไม่ได้ผล และ
ต้องทำโดยหมอที่ที่มีความชำนาญ ส่วน Q-switched NdYag ไม่ค่อยแนะนำ อาจารย์ทางเลเซอร์เองก็ไม่ค่อยทำ
เพราะผลข้างเคียงเยอะอาจจะด่างได้

จบแล้วครับพาร์ทรอยดำจากสิว สำหรับรอยแดง และรอยหลุมขอมาพูดวันอื่นนะครับ เพราะเยอะมาก ถ้าเอาง่ายๆรอยแดงก็ใช้
Vbeamหรือ IPL ส่วนรอยหลุมก็พวก Resurfacing laser แบบมีแผลทั้งหลายทั้ง Fractional และ Non-Fractional


*****มีต่อส่วนที่สองนะครับ*****
ไปอ่านเนื้อหาฉบับเต็มต่อได้ที่    http://pantip.com/topic/34597329