ScarAndAcne.com

ScarAndAcne.com
รอยแผลเป็นและสิว ทุกเรื่องที่คุณอยากรู้และรีวิวการรักษาด้วยผลิตภัณฑ์ส่วนผสมธรรมชาติ

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2558

สิวอักเสบคืออะไร? สิวอักเสบ (Inflammatory acne หรือ Papulopustular acne) คือ

สิวอักเสบคืออะไร? สิวอักเสบ (Inflammatory acne หรือ Papulopustular acne) คือ
สิวอุดตัน (Comedones) ที่มีแบคทีเรีย Propionibacterium acnes (P.acnes) จำนวนมากเจริญเติบโตอยู่ในตุ่มสิว
แบคทีเรียนี้สามารถดึงดูดเม็ดเลือดขาวเข้ามาในตุ่มสิวทำให้สิวอักเสบ และมีเอ็นไซม์ย่อยน้ำมัน (Sebum)ในตุ่มสิวให้กลายเป็นกรดไขมันที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ สิวอักเสบสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทตามขนาดของตุ่มสิวอักเสบ และความรุนแรงของอาการอักเสบ ดังนี้

1. สิวชนิดตุ่มนูนแดง (Papule) เป็นตุ่มแดงเจ็บ ขนาดไม่เกิน 0.5 ซม. ส่วนมากสิวชนิดนี้เป็นสิวอักเสบในระยะแรกที่เปลี่ยนมาจากสิวอุดตัน
2. สิวหัวหนอง (Pustule) มีลักษณะเป็นตุ่มแดงและปวด ข้างบนตุ่มมีหัวหนองสีเหลือง เป็นสิวที่มีอาการอักเสบมากกว่าสิวอักเสบชนิด Papule หรืออาจเกิดจากสิวมีการติดเชื้อแบคทีเรียอื่นแทรกซ้อน
3. สิวอักเสบแดงเป็นก้อนลึก (Nodule) เป็นตุ่มแดงเจ็บขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง ขนาดมักเกิน 0.5 ซม. มีอาการเจ็บปวดค่อนข้างมาก สาเหตุมักเกิดจากเป็นสิวอักเสบชนิด Papule แล้วมีการกดบีบสิว ทำให้แบคทีเรียและน้ำมันในตุ่มสิวแตกกระจายอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้สิวยิ่งอักเสบบวมแดง
4. สิวเป็นถุงขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง (Acne Cyst) พบได้ไม่บ่อย ถุงน้ำใต้ผิวหนังอาจมีขนาดใหญ่หลายเซนติเมตร ไม่แดง ไม่ปวด มีลักษณะเป็นถุงภายในมีของเหลวข้นหนืดสีเหลือง สิวชนิดนี้แม้รักษาจนยุบแล้ว มักจะกลายเป็นแผลเป็นก้อนนูนหรือหลุมสิวขนาดใหญ่
5. สิวหัวช้าง (Acne Conglobata) เป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรง มักเป็นในวัยรุ่นผู้ชายที่มีผิวหน้ามันมาก บางรายมีประวัติคนในครอบครัวเป็นสิวหัวช้างด้วย สิวหัวช้างมีลักษณะเป็นสิวอักเสบรุนแรงทุกชนิดขึ้นรวมกันหนาแน่น ได้แก่ สิวชนิด pustule, nodule และ cyst หัวสิวมักแตกมีหนอง, น้ำเหลืองไหลตลอดเวลา สิวมักมีจำนวนมากที่ใบหน้า, หน้าอก และหลัง สิวหัวช้างรักษาได้ยาก และจะกลายเป็นแผลเป็นก้อนนูนหรือหลุมสิวขนาดใหญ่
ยาทาภายนอก
ยาทาถือเป็นการรักษาสิวที่ได้รับการนิยมที่สุด เนื่องจากสะดวก และไม่มีผลข้างเคียงเหมือนยากิน แต่ถ้าเป็นสิวอักเสบรุนแรง การรักษาด้วยยาทามักไม่เพียงพอ ต้องใช้ร่วมกับยากิน
• ยากลุ่ม Benzoyl peroxide ใช้ทาก่อนล้างหน้า 5-15 นาที เป็นยาทาที่ดี มีฤทธิ์หลายอย่าง เช่น ลดการอักเสบ ทำให้ผิวหนังลอกหลุดเร็วขึ้น ช่วยลดสิวอุดตัน และฆ่าแบคทีเรีย P.acnes ข้อดีอีกอย่างหนึ่ง คือ ช่วยป้องกันเชื้อดื้อยาด้วย ผลข้างเคียงของยานี้ คือ ทำให้ผิวแห้ง ลอกเป็นขุย คัน แสบ โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ทายา
• ยาทาปฏิชีวนะ หรือ ยาฆ่าเชื้อ (Topical antibiotics) เป็นยาปฏิชีวนะ มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ ห้ามใช้รักษาสิวเป็นยาเดี่ยว เพราะแบคทีเรียจะดื้อยาอย่างรวดเร็ว ในระยะแรกควรใช้ร่วมกับยาทาอื่นๆ แล้วค่อยหยุดเมื่อสิวดีขึ้น
• ยาทาเรตินอยด์ (อนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ) เช่น Tretinoin, Isotretinoin, Adapalene ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวหนัง ลดสิวอุดตัน และลดการอักเสบ แต่ขาดคุณสมบัติการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และไม่สามารถลดการสร้างน้ำมันบนผิวหนัง ด้วยคุณสมบัติที่ดีของยานี้ จึงสามารถใช้เป็นยาร่วมในการรักษาสิวทุกระยะ และใช้ทาป้องกันการเกิดสิวอุดตันได้ด้วย ผลข้างเคียง คือ ทำให้ผิวลอก คัน แดง ยาทำให้ผิวหน้าบางลง จึงต้องทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกแดด และห้ามใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์
แนวทางการรักษาสิวอับเสบหรือสิวรุนแรงของแพทย์
• ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อชนิดรับประทาน เช่น Doxycycline, Erythromycin, Cotrimoxazole ยามีฤทธิ์ที่สำคัญ คือ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ แต่การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะปริมาณการใช้ยา และระยะเวลาในแต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะอาจมีการแพ้ยา หรือ ดื้อยา ทำให้การรักษาต่อไปยากลำบากขึ้น
• ยารับประทานไอโสเตรติโนอิน ยาเป็นอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวหนัง ลดสิวอุดตัน ลดการอักเสบเหมือนยาทาเรตินอยด์ แต่ยากินยังช่วยลดเชื้อแบคทีเรีย และลดการทำงานของต่อมไขมัน จึงลดความมันของใบหน้า ผู้ที่รับประทานยาครบคอร์สมีโอกาส 60% ที่สิวจะหายขาด ที่เหลือเมื่อหยุดยาก็จะกลับเป็นสิวและผิวมันอีก จึงไม่ควรซื้อยากินเองพร่ำเพรื่อ ยากินมีผลข้างเคียงคล้ายยาทา คือ ทำให้ผิวแห้ง ลอก ปากลอก การรับประทานยาเป็นเวลานานอาจมีผลเสียต่อตับ กระดูก ไขมันในเลือด ยาอาจทำให้ทารกในครรภ์พิการ หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่กินยาไอโสเตตริโนอินจึงต้องคุมกำเนิดอย่างเคร่งครัด

การทำหัตถการ
• การกดสิว ใช้รักษาสิวอุดตัน การกดสิวเป็นการบีบเพื่อระบายการอุดตัน ควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันเม็ดสิวแตกบวมอักเสบมากขึ้น และการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
• กรดผลไม้เข้มข้นเพื่อลอกผิวหรือผลัดผิว (Hydroxy acids) ช่วยเร่งการหลุดลอกของผิวหนัง สามารถใช้ในการรักษาสิวที่ไม่รุนแรง แต่ไม่ได้ช่วยในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดการสร้างไขมัน ข้อเสีย คือ ผิวอาจระคายเคือง ผิวลอกเป็นขุย ถ้าทำบ่อยเกินไปอาจทำให้หน้าบางลง แพ้ง่าย
• การฉีดสเตียรอยด์เข้าตุ่มสิว การฉีดสิวจะช่วยลดการอักเสบของสิวอย่างรวดเร็ว แต่การฉีดที่ผิดวิธี อาจทำให้ผิวหนังยุบตัวเป็นหลุม เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือยาหลุดเข้าไปอุดตันเส้นเลือด
• IPL (Intense Pulse Light) มีคุณสมบัติช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย P.acnes ลดการอักเสบ ช่วยลดการผลิตน้ำมันของต่อมไขมัน รอยแดงจางลง หน้าใสขึ้น แต่การทำ IPL ในบางรายกลับอาจทำให้สิวเห่อมากขึ้น

• Fractional Photothermolysis Laser (FP) หรือ Fraxel laser เป็นเลเซอร์ที่แก้ปัญหาหลุมสิวโดยเฉพาะ กลไกการทำงานโดยปล่อยพลังงานอนุภาคเล็กสู่ผิวชั้นลึกถึงชั้นผิวที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน เป็นการฟื้นฟูสภาพผิวด้วยกลไกการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ช่วยให้รอยหลุมสิวดูตื้นขึ้น แต่การทำเลเซอร์ต้องทำหลายครั้ง และเลเซอร์ยังมีราคาแพง ผู้ที่เคยเป็นเริมบนใบหน้าต้องแจ้งแพทย์ก่อนทำ เพราะการทำเลเซอร์อาจกระตุ้นให้เป็นเริมแบบแพร่กระจาย
การรักษาโดยใช้เลเซอร์
การรักษาสิวโดยใช้เลเซอร์ได้รับความนิยมมากขึ้น ได้ผลดี แต่เห็นผลช้า ต้องทำหลายครั้ง จึงเริ่มเห็นผลและมีราคาแพง การรักษาต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีเลเซอร์หลายชนิดที่มีการเอามาใช้รักษาสิว ดังนี้

• เลเซอร์ CO2 (Carbon dioxide Laser) เป็นการใช้แสงเลเซอร์เปิดหัวสิว เพื่อกดเอาหัวอุดตันหรือระบายหนองออก ไม่ควรทำบ่อย เพราะจะเป็นรอยหลุมแผลเป็น
• เลเซอร์ไดโอด (Diode Laser) เลเซอร์กลุ่มนี้นิยมใช้รักษาสิว มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการทำงานของต่อมไขมัน และการลดการอักเสบ กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน จึงเหมาะกับการรักษาสิวอักเสบ รอยแผลเป็นจากสิว ต่อมไขมันโตผิดปกติ

อ้างอิง  โดย นพ.โกวิท คัมภีรภาพ   นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตจวิทยา    

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น